อาจารย์ คฑา ชินบัญชร “เชื่อมั่นในไพ่ ในผม ในตัวเอง”

Home / หมอดู, เรื่องเด่นดูดวง / อาจารย์ คฑา ชินบัญชร “เชื่อมั่นในไพ่ ในผม ในตัวเอง”

อาจารย์ คฑา ชินบัญชร “เชื่อมั่นในไพ่ ในผม ในตัวเอง”

ตอนนั้นอายุ 21 ปีใกล้จบมหาวิทยาลัย มีเพื่อนสนิทคนนึงเค้าก็เอา ไพ่ยิปซีอาจารย์ขุนทอง อสุนี มาดูกันเพราะตอนนั้นอยากจะไปเรียนต่อปริญญาโท เค้าก็ดูเหมือนคนทั่วไปคือเปิดจากหนังสือแล้วก็ทำนาย แต่ทำนายไม่รู้เรื่อง จนต้องบอกเค้าว่าเอามา เดี๋ยวดูให้ ด้วยความที่เราเป็นคนชอบสวดมนต์ไหว้พระ และอ่านหนังสือมากอยู่แล้ว ก็เอาหนังสือนั้นมาโดยที่อ่านรวดเดียวก่อน หลังจากนั้นเราก็กลับมาอ่านโดยการเปิดไพ่ทีละใบตามของอาจารย์ขุนทอง ประมาณสัก 2 – 3 ครั้งเราก็จำหน้าไพ่และความหมายของไพ่ค่อนข้างเยอะแล้ว เราก็มาเปิดทำนายของตัวเอง แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าแม่นหรือไม่แม่นหรอกนะหลังจากตอนนั้นอาจารย์ก็ดูให้เพื่อนคนนั้น แล้วเค้าก็บอกว่าแม่น ซึ่งก็ถือว่า

อาจารย์ขุนทองเป็นครูคนแรก
ของอาจารย์แต่เป็นครูโดยทางอ้อม

คืออ่านจากหนังสือที่อาจารย์ขุนทองเขียนขึ้นมา การจะเป็นหมอดูมันขึ้นอยู่กับโชค โอกาส ปฏิภาณไหวพริบด้วย หลังจากนั้นประมาณ 5 -6 เดือน ก็มีเพื่อนของอาจารย์คนนึงเค้าบอกให้ช่วยไปนั่งดูที่โรงแรมของแม่เค้าหน่อย อยู่แถวรามคำแหง ปรากฏว่าไปนั่งได้ 2 – 3 เดือนทาง Thai Sky ก็เชิญเราไปออกรายการแทนอาจารย์ขุนทอง ทำอยู่ประมาณ 6 – 7 เดือน Thai Sky ก็ปิดตัวลง หลังจากนั้นก็ได้มาทำรายการที่ UTV ทำอยู่ประมาณ 2 ปี รายการก็เลิกไป จากตอนที่เริ่มศึกษาจนถึงปัจจุบันก็ประมาณ 10 ปี

ความแม่นยำในการทำนาย
ขึ้นอยู่กับ 1. ความหมายของไพ่ 2. ความหมายของแต่ละตำแหน่งที่ไพ่วาง ซึ่งแต่ละตำแหน่งจะเป็นแต่ละความหมาย 3. การเชื่อมโยงแต่ละไพ่แต่ละตำแหน่งเข้าด้วยกัน คนทายก็ต้องอ่านความหมายไพ่ได้ดี คนที่มาดูก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไพ่แม่นยำขึ้น คือเค้าต้องเปิดใจกว้าง และเค้าต้องมีสมาธิ คนทายก็ต้องอ่านความหมายไพ่ได้ดี คนที่มาดูต้องเชื่อมั่นด้วย อาจารย์จึงพูดเสมอว่า เชื่อมั่นในไพ่ ในผม ในตัวเอง คืออาจารย์ต้องเชื่อมั่นในไพ่ เชื่อมั่นในตัวเอง และต้องเชื่อมั่นในคนดู คนที่มาดูก็เช่นเดียวกัน ไพ่ก็จะถือว่าเป็นสื่อกลางของความเชื่อมั่นของเราทั้งสองคนที่จะมาประสานกันและทำให้คำทำนายออกมาแม่นยำ

สำหรับคนที่อยากจะเป็นหมอดู
นอกจากเราเรียนรู้จนเป็นแล้ว ก็ต้องศึกษาต่อไปเรื่อยๆ จริงๆ แล้วเคล็ดลับของไพ่ยิปซีไม่มีอะไรมาก อย่างที่หนึ่งคือเรื่องของความจำ น้องๆ ต้องหัดที่จะอ่านหนังสือ หัดที่จะจดจำและหาวิธีที่จดจำ สองก็คือเรื่องของไหวพริบ คือการประยุกต์เรื่องราวต่างๆ เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และสุดท้ายก็ต้องไปฝึกวิธีการพูด แต่คนสมัยใหม่เค้าก็จะมีวิธีพูดที่ใช้ได้กับคนทุกๆ ระดับแต่ก็มีหลายคนนะครับที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ ก็อยากจะให้ฟังอาจารย์ก่อนว่าการพยากรณ์นั้นวิธีการคือ เริ่มจากการสังเกต และจดเอาไว้เป็นสถิติเพื่อค้นคว้าว่าจริงมั้ย หลังจากนั้นก็ทดลองทำนายดูว่าใช่มั้ย แล้วมาตั้งสมมุติฐาน ซึ่งวิธีการพวกนี้ก็คือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น แต่มันตกผลึกแล้วนั่นเอง

ปัจจุบันอาจารย์รับพยากรณ์อยู่

นอกเหนือจากนั้นอาจารย์ได้มีโอกาสทำงานเพื่อสังคมคือเป็นนักสังคมสงเคราะห์ อาจารย์พิเศษผู้ทำหน้าที่นักจิตวิทยา ของกระทรวงยุติธรรม, กรรมการฝ่ายหารายได้ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย, กรรมการบ้านทองอยู่ จ.เชียงใหม่ มูลนิธิสิริวัฒนาเซสเชียร์ในพระบรมราชินูปถัมภ์, กรรมการฝ่ายจัดหาทุนหอสมุดดนตรีสิรินธร, กรรมการอำนวยการสมาคมนิยมไทย, กรรมการฝ่ายจัดหาทุน ชมรมหัวใจไร้สาร ในพระอุปถัมภ์พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิมลฉัตร, และกรรมการมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์

สิ่งที่อาจารย์อยากจะฝากบอก
ให้กับผู้อ่านปฏิบัติตัวเพื่อให้เกิดความประสบความสำเร็จในชีวิตที่ไม่ใช่เกิดจากดวงดีเท่านั้น โบาราณอาจารย์ท่านว่าขึ้นอยู่กับ 1. วาสนาดี คือ กรรมเก่าดี หรือ ดวงดี 2. ฮวงจุ้ยดี คือ มีที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อมดี 3. จิตใจ คือ มีน้ำใจดี มีความคิดดี 4. การกระทำที่ดี คือ ทำสิ่งที่ดีไม่เดือดร้อนตนเอง และผู้อื่น

สำหรับน้องๆ ที่มีสองสิ่งหลังอาจารย์ก็คิดว่าประสบความสำเร็จไปกว่าครึ่งแล้วครับ นักพยากรณ์จะเป็นแค่แขนงนึงในการช่วยตัดสินในเท่านั้น เพราะการตัดสินใจหลักต้องเกิดจากตัวน้องๆ เอง”