ดูดวง

วิเคราะห์เบอร์มือถือ กับหมอเค้ก

แนะนำเบอร์มือถือ จากหมอเค้ก

เบอร์การเงิน

เบอร์โชคลาภ

เบอร์การศึกษา

เบอร์ความรัก

เบอร์การงาน

เบอร์สุขภาพ

หมอเค้ก

ทำนายฝัน

ทำนายฝัน ฝันเห็น ... สิงโต หมี กษัตริย์ หนู เพื่อนสนิท พวงมาลัย ร่ม ทะเล ฆ่าสัตว์ งานพิธีต่างๆ เต่า ว่ายน้ำ

คำแนะนำในการทำนายฝัน
เพื่อให้การ ทำนายฝันแม่นยำ ควรให้ตั้งจิตคิดถึงสิ่งแรก ที่เห็นในฝัน เช่น หากท่านฝันว่า "เดินไปที่แห่งหนึ่ง แล้วหันไปมองเห็นเต่า อยู่ริมน้ำ"คำที่ควรใช้ ทำนายฝัน คือ "เต่า" เป็นต้น

ทายนิสัย

ทายนิสัย จากลักษณะของหนังที่ชอบดู เอาไว้แอบเช็กคนรอบข้างก็ได้นะ แม่นมาก!

ทายนิสัย จากลักษณะของหนังที่ชอบดู เอาไว้แอบเช็กคนรอบข้างก็ได้นะ แม่นมาก!

ทายนิสัย จากรสนิยมการดูหนัง มาดูกันว่าหนังแต่ละประเภทนั้นสามารถสื่อตัวตนของเขา และเธอ ออกมาได้อย่างไรบ้าง อ.แพธ มีคำตอบมาให้แล้ว คลิกเลย

ดูดวงตามราศี

3ราศี มีโอกาสดี กีฬาพารวย ไม่ว่าจะทำเป็นธุรกิจ หรือจะทำเป็นอาชีพ ก็รวย!

3ราศี มีโอกาสดี กีฬาพารวย ไม่ว่าจะทำเป็นธุรกิจ หรือจะทำเป็นอาชีพ ก็รวย!

ดูดวงราศี มีอยู่ 3ราศีที่มีโอกาสดี กีฬาจะพารวย ไม่ว่าจะเป็นการทำธุกิจเกี่ยวกับกีฬา หรือได้ข้องเกี่ยวกับกีฬาก็ตาม จะมีราศีอะไรบ้าง อ.คฑา มีคำตอบมาให้

เนื้อหาแนะนำ

10 เทคนิคกินไม่อ้วน จาก เมจิ อโณมา กินยังไงท้องไม่อืดตัวไม่บวม และเฮลตี้แบบไม่ทรมาน

10 เทคนิคกินไม่อ้วน จาก เมจิ อโณมา กินยังไงท้องไม่อืดตัวไม่บวม และเฮลตี้แบบไม่ทรมาน

รวมสารพัดเทคนิคเรื่องกิน เทคนิคกินไม่อ้วน จากสาวเฮลตี้ตัวจริงอย่าง เมจิ อโณมา ที่ได้แนะนำเคล็ดลับเกี่ยวกับการเลือกกินอาหาร ทั้งการเลือกกินอาหารเมนูทั่วๆไป แต่ทำยังไงให้ได้สุขภาพครบถ้วน รวมไปถึงการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ สำหรับสายเฮลตี้หนักหน่วง พ่วงมาด้วยการอาหารการกินก่อนไปออกกำลังกายก็สำคัญไม่แพ้กัน ไปติดตามกันค่ะ สาวๆที่ชอบกินส้มตำ ให้ลองสังเกตตัวเองว่าท้องอืดบ่อยไหม เพราะในมะระกอดิบมันเป็นคาร์โบไฮเดรต เป็นไฟเบอร์ที่ร่างกายย่อยยาก เมจิมีเทคนิคในการกินส้มตำก็คือ ให้กินตำแตงกวา เพราะในน้ำแตงกวา มันจะมีฤทธิ์ช่วยลดโซเดียมในร่างกายลงได้ โดยเฉพาะใครที่ชอบส้มตำรสชาติเค็ม ใส่ปลาร้า หากเปลี่ยนมาเป็นตำแตง มันก็จะช่วยขับโซเดียมออกด้วย นี่เป็นเทคนิคของเมจิค่ะ เทคนิคการกินให้ได้สุขภาพดีในทุกมืออาหาร ก็คือ กินให้ครบ 4 อย่างนี้ คือ คาร์โบไฮเดรต ก็คือข้าว โปรตีน จากเนื้อสัตว์ ไขมัน จากน้ำมันที่อยู่ในผัดต่างๆ และ อีทเดอะเรนโบว์ นั่นก็คือการกินผักหลากสี เพราะยิ่งสีเยอะเท่าไหร่เราก็จะได้สารอาหารที่หลากหลาย อย่างในมื้อนี้อาหารกลางวันของเมจิก็หน้าตาธรรมดา แต่รับรองว่าได้สุขภาพแน่นอน ซึ่งจะประกอบด้วย ข้าวสวย ลาบไก่ ผัดผักรวมมิตร แค่นี้เองครบแล้ว เทคนิคกินแบบสาวออฟฟิศ เมจิเข้าใจว่าบางสถานการณ์มันก็เลือกไม่ได้ บางทีเราก็มีเวลาพักเที่ยงไม่พอที่จะเฮลตี้ พวกอาหารตามริมทางก็จะเจอของทอด ลูกชิ้นทอด หนังไก่ทอด ซะเยอะ แต่ก็จะตามมาด้วยปริมาณคอเลสเตอรอลที่สูง บางทีมันอาจจะทำให้เรารู้สึกว่าพอกินทุกวันทุกวัน คอเลสเตอรอลมันก็เริ่มอุดตัน เทคนิคกินไม่อ้วน วิธีง่ายๆ เทคนิคของเมจิก็คือว่า ให้เพื่อนๆซื้อพวก ผลไม้สด อย่างวันนี้เมจิเลือก มะม่วงดิบ กับ มันแกว หรืออย่างชมพู่ก็ได้ ผลไม้พวกนี้ราคาถูกมากและที่สำคัญน้ำตาลน้อย ให้กินผลไม้พวกนี้เข้าไปก่อน แล้วค่อยกินของทอด เพราะไฟเบอร์จากผลไม้จะไปช่วยลดปริมาณคอเลสตอรอลที่จะเข้าสู่กระแสเลือด เป็นการลดคอเลสเตอรอลแบบวิถีธรรมชาติอีกแบบหนึ่ง สำหรับใครที่ชอบวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า แนะนำว่าควรจิบน้ำเรื่อยๆ เพราะเวลาที่เรานอนหลับเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะหากเรานอนห้องแอร์ที่อากาศแห้ง ในห้องแอร์ยิ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำได้มากขึ้นอีก ดังนั้นเมื่อตื่นเช้ามาแล้วออกไปวิ่งโดยไม่พกน้ำไปด้วย จะทำให้เหนื่อยมาก และเป็นอันตรายต่อระบบเผาผลาญร่างกายได้อีกด้วย ทางที่ดีควรพกขวดน้ำไประหว่างวิ่ง และจิบน้ำเรื่อยๆ สำหรับใครที่ชอบออกกำลังกายตอนเช้า หลังตื่นนอนแล้วรู้สึกไม่ค่อยมีแรง อ่อนแรง เมจิมีเทคนิคแบบไม่ได้ตายตัวนะคะ สำหรับเมจิจะทานผลไม้สักนิดหน่อยให้เราได้น้ำตาล อย่างวันนี้เมจิกินแอปเปิ้ลสักชินนึงก่อน พอเราได้น้ำตาลปุ๊บ ก็จะทำให้เรามีพลังในการไปออกกำลังกายได้มากขึ้น เหมือนมันช่วยสปาร์คให้ร่างกายเราสดชื่นขึ้น เทคนิคการกินอาหารญี่ปุ่น ให้เลือกกินชาเขียวร้อนจะดีกว่า เพราะจะช่วยลดน้ำตาล ไม่แนะนำให้กินแบบเย็น เพราะบางทีเรากินอาหารทอดหรือผัดที่มีน้ำมัน แล้วเรากินน้ำเย็นตามเข้าไป จะยิ่งทำให้เราท้องอืดได้ง่าย ถ้าใครที่ชอบกินซาชิมิและจิ้มน้ำจิ้มเค็มๆ แนะนำให้กินหัวไชเท้าที่อยู่ในจานซาชิมิเข้าไปด้วย จะได้ช่วยลดอาการตัวบวม ท้องอืด โดยเฉพาะหากใครกินเยอะก็กินหัวไชเท้าเข้าไปเยอะๆเลย เพราะ หัวไชเท้ามีแร่โพแทสเซียมเยอะมันจะไปช่วยหักล้างโซเดียมจากการกินเค็ม ลดอาการตัวบวม ท้องอืดได้ เทคนิคกินไม่อ้วน กินบุฟเฟ่ต์ยังไงให้ดีต่อสุขภาพ ในจานแรกเมจิแนะนำให้เน้นไปทาง โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และผักสด เพื่อให้ร่างกายของเราได้สารอาหารที่จำเป็นก่อน คาร์โบไฮเดรตอาจไม่จำเป็นต้องได้จากข้าว อาจเลือกหัวมันหัวเผือกแทน การกินผักสดจะช่วยให้กระเพราะของเรามีเอนไซม์ช่วยในการย่อยอาหาร และก็จะมีเอนไซม์ที่ดีต่อลำใส้เล็กของเรา ช่วยให้ลำใส้เล็กดูดซึมสารอาหารได้ดี อย่าเพิ่งไปกินพวกแป้ง กินพิซซ่า หรืออาหารที่มันไม่ค่อยมีวิตามินหรือสารอาหาร และอีกอย่างก็คือการเลือกกินแบบนี้มันจะมีสารอาหารไปสั่งสมองเราให้อิ่มเร็วขึ้น และหลังจากจากนี้แล้วเราค่อยกินเพื่อความสนุกกันต่อได้ ถ้ากินไหว การกินคาร์บ (Carbs) ก็คือขนมปัง บางคนกังวลว่ากินขนมปังไม่อ้วนหรอ เพราะพอกินเข้าไปแป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล แต่เมจิว่าก็ดีกว่าการกินน้ำตาลเข้าไปโดยตรงเพราะมันจะถูกนำไปใช้ทันที ช่วงไหนรู้สึกน้ำตาลต่ำก็ยังเลือกกินคาร์บได้  ส่วนวิธีการก็คือ ถ้าจะกินเป็นแซนวิช แนะนำให้เน้นโปรตีน เช่น อกไก่ ไข่ดาว ไม่ควรอัดชีสลงไป และการกินแป้งที่ดีคือต้องใส่ผักลงไป มันก็จะทำให้แป้งเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ช้าลง เทคนิคกินถั่วให้ไม่เกินแคลอรี่ ถึงแม้ว่าถั่วจะเป็น Good Fat แต่ถ้ากินมากเกินไปก็ทำให้ได้แคลอรี่มากเกินไปเช่นกัน สูตรง่ายๆ ที่ให้จำไว้ก็คือ ถั่ว 30 กรัม จะให้ Good Fat ประมาณ 20 กรัม เทคนิคของเมจิก็คือ วันหนึ่งกินถั่วไม่เกิน 60 กรัม เมจิก็จะตวงไว้แล้วเก็บใส่ทัพเพอร์แวร์เล็กๆไว้เลย เราจะได้ไม่กินเพลินเกินไป (ในหนึ่งวันคนเราควรกิน Good Fat ประมาณ 40- 60 กรัม) แต่ต้องอย่าลืมไปนับรวมกับน้ำมันอื่นๆที่เราทานเข้าไปแต่ละวันด้วย เทคนิคการทานให้อิ่มท้อง สำหรับคนที่ติดขนมปัง ติดทานข้าวเยอะๆ ถึงจะอิ่ม แต่ต้องลดจำนวนแป้งขนมปัง ข้าวออก แต่ไม่อิ่มท้องทำยังไงดี เทคนิคสำหรับคนติดกินข้าวเยอะ ให้เน้นไฟเบอร์จากผักให้เยอะขึ้น เพราะจะช่วยให้พื้นที่ในกระเพราะเต็มมากขึ้น อิ่มขึ้น แทนที่การกินข้าวเข้าไปเยอะๆ ก็คือกินเยอะเหมือนเดิม เพียงแค่ตัดข้าวออกไป แล้วใส่ผักเข้าไปแทน ลองปรับดูนะคะ เพราะเราทานแป้งมากๆจนอิ่มท้อง ผลคือแป้งมันก็อาจกลายเป็นไขมันส่วนเกินได้ หากเพื่อนคนไหนติดแป้ง ติดข้าว แต่ทานแล้วต้องนั่งทำงาน Office ลองเปลี่ยนดูค่ะ เรื่องโดย Women Mthai Team https://seeme.me/ch/women/kDQLA9
ฮวงจุ้ยบันได วางบันได ตำแหน่งไหนถึงจะดี?

ฮวงจุ้ยบันได วางบันได ตำแหน่งไหนถึงจะดี?

บันไดในทางฮวงจุ้ยถือว่าเป็นตัวเชื่อมโยงของพลังชี่ ระหว่างพื้นบ้านในแต่ละชั้น และยังเป็นตัวสร้างความเคลื่อนไหว เกิดการเคลื่อนที่ของพลังงาน ถ้าวางตำแหน่ง ฮวงจุ้ยบันได ผิด ย่อมส่งผลเสียต่อผู้อยู่อาศัยแน่นอน แต่ถ้าวางตำแหน่งที่ถูกต้อง ก็อาจจะช่วยเสริมโชคลาภได้ ดังนั้น เราลองมาดูการวางบันไดที่ถูกหลักฮวงจุ้ยกันดีกว่า การสร้างบันได ไม่ใช่จะสร้างอย่างไรก็ได้ แต่ต้องให้มีความแข็งแรง ปลอดภัย ไม่เช่นนั้นจะเป็นอันตราย และเกิดอุบัติเหตุต่อสมาชิกในครอบครัวได้ง่าย “บันไดบ้านคือทางเดินของมังกร” ซึ่งถือว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ให้ความสำคัญกับบันได ที่เชื่อกันว่ามีการบัญญัติหลักวิชานี้ภายหลังในสมัยเฉียนหลงแห่งราชวงค์ชิง ซึ่งเป็นรัชสมัยที่ให้ความสำคัญความสำคัญในเรื่องของทำเลและการดูดาว ดังที่มีเรื่องเล่าว่า จักรพรรดิเฉียนหลงได้ให้สร้างหอดูดาวที่ให้สูงเท่ากับหอหลิงไถ สมัยราชวงศ์เซี่ย 3,000 กว่าปีโดยประมาณ เพื่อคอยดูดาวกษัตริย์ หรือ อ๋องชายแดนที่จะกระด้างกระเดื่อง กบฏต่อแผ่นดินของพระองค์ โดยพระองค์จะเสด็จขึ้นลงหอนี้เป็นประจำ 1. บันไดไม่ควรวางอยู่ตรงกับประตูทางเข้าบ้าน เพราะจะทำให้กระแสชี่ไหลเข้าบ้านไม่สะดวก อีกทั้งยังทำให้กระแสชี่ไหลออกนอกบ้านได้ง่าย ลักษณะอย่างนี้ในทางฮวงจุ้ยหมายถึง “เก็บทรัพย์ไม่อยู่” หรือ “ขัดทรัพย์” เรียกได้ว่า หาเงินมาเท่าไหร่ ก็ไม่มีเหลือ 2. หากจำเป็นจะต้องทำบันไดบริเวณประตูทางเข้าบ้าน ควรทำเลี่ยงมาทางด้านข้างแทน เพื่อให้บริเวณหน้าประตูเป็นชานพัก แต่ต้องระวังอย่าทำบันได 2 ข้าง ในลักษณะเดินขึ้นข้างหนึ่ง แล้วไปลงอีกข้างหนึ่ง เพราะบันไดจะเข้าข่ายเมรุเผาศพ คนโบราณถือว่าอัปมงคลยิ่ง 3. ห้ามวางตำแหน่งบันไดไว้ใจกลางของบ้าน ในทางฮวงจุ้ยจะถือว่าเป็นตำแหน่งหัวใจของบ้าน เพราะฉะนั้นการจะนำอะไรไปวางในจุดนี้ จะต้องพิจารณาให้มากๆ ซึ่งในกรณีจุดกลางบ้านเป็นบันได จะถือว่าเป็นข้อเสียและเป็นข้อห้ามในทางฮวงจุ้ย เพราะจะทำให้เจ้าของบ้านอยู่ไม่ติดบ้านหรือชีพจรลงเท้า เนื่องจากบันไดมีสภาพที่เคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง นอกจากนี้ อาจทำให้เจ้าของบ้านเป็นโรคหัวใจได้ง่าย เพราะตำแหน่งหัวใจจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา 4. ตำแหน่งบันไดที่ดี ควรอยู่ข้างบ้าน อาจอยู่ซ้ายหรือขวาก็ได้ โดยส่วนใหญ่จะพิจารณาจากประตูทางเข้าบ้านเป็นหลัก ถ้าประตูทางเข้าอยู่ซ้าย บันไดก็ควรอยู่ขวา แต่ถ้าประตูอยู่ขวา บันไดก็ควรอยู่ซ้าย จึงจะถือว่าดี แต่ตำแหน่งที่ดีที่สุดควรวางไว้ส่วนกลางของบ้าน ไม่ใช่ใจกลางบ้าน อย่าสับสน เหตุผลก็คือเป็นจุดที่สะดวกที่สุด เพราะเวลาจะเดินไปหน้าบ้านหรือหลังบ้าน จะมีระยะห่างที่พอๆกัน   5. บันไดไม่ควรอยู่ในทิศตรง (ออก ตก เหนือ ใต้) อาจจะทับดาวเสน่ห์ของสมาชิกในบ้านได้ การหันตำแหน่งทางขึ้นบันไดแนะนำให้หันในทิศเฉียง โดยไม่ควรอยู่ในทิศหลักอย่าง ตะวันออก เหนือ ใต้ หรือตะวันตก เพราะอาจจะทับดาวเสน่ห์ของสมาชิกในบ้าน บดบังพลังบวกต่าง ๆ หากหันในทิศเฉียง เช่น ตะวันออกเฉียงเหนือ แทน จะช่วยเปิดทางได้มากขึ้น (ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญดูแบบละเอียด) 6. บันไดห้ามชันและแคบ บันไดที่ดีจะต้องลาดชันไม่เกิน 45 องศา บันไดที่กว้างย่อมดีกว่าแคบ เพราะจะทำให้การเดินจะสะดวก ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ความกว้างไม่ควรต่ำกว่า 1 เมตร ขนาดที่เหมาะสมที่สุดอยู่ที่ 1.2 - 1.5 เมตร ความสูงอยู่ที่ระหว่าง 15 - 20 ซม. โดยความสูงที่ดีที่สุดอยู่ที่ 17.5 ซม. และความลึกของบันไดอยู่ที่ 25-30 ซม. หากความลึกน้อยกว่านี้จะทำให้การเดินนั้นอันตรายและไม่สะดวก 7. บันไดบ้านไม่ควรเทออกจากประตูห้องนอนในระยะกระชั้น เนื่องจากพื้นที่บริเวณบันไดจะมีสภาพเหมือน Slope เทออกตลอดเวลา ดังนั้นกระแสอากาศจะไหลออกจากประตูสม่ำเสมอ หากประตูห้องนอนของท่านรับพลังงานจากองศาทิศทางที่ดี จะมีผลให้เกิดการนำพาพลังงานที่ดีนั้นออกไปอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นเดียวกัน โดยสภาพของบันไดที่กระชั้นกับประตูห้องนอนเกินไปนั้นคือระยะที่ต่ำกว่า 1-2 เมตร ยิ่งบันไดใกล้ประตูยิ่งมีผลกระทบมาก ทางแก้ไขให้นำฉากมากั้นระหว่างประตูกับบันได 8. ควรมีชานพักคั่นกลางบันได เพื่อป้องกันการสภาพการไหลของกระแสอากาศที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาบริเวณบันได ไม่ให้มีอัตราเร่งของการไหลที่สูงจนเกินไปนัก การทำชานพักที่กลางระยะความสูงรวมของบันได ถือว่าจะเป็นตัวที่ช่วยในการชะลอการไหลของกระแสอากาศได้   9. ขั้นบันไดห้ามเป็นเลขคู่ เป็นเพราะในทางสถาปัตยกรรมศาสตร์นั้น สถาปนิกส่วนใหญ่จะชอบออกแบบตามหลักการที่ว่า หากเราเริ่มเดินด้วยเท้าข้างใด ควรจะจบขั้นสุดท้ายด้วยเท้าอีกข้าง เพื่อจะทำให้เกิดความสมดุลย์ของการทรงตัวในขณะที่เดินขึ้นและลงบันได แต่คนโบราณเชื่อว่าเลขคี่จะหมายถึงคนเป็น ส่วนเลขคู่จะหมายถึงคนตาย 10. บ้านที่มีบันไดนอกบ้าน คือ บันไดโจร บันไดบ้านไม่ควรอยู่นอกบ้าน แม้จะสวยงามแต่ถือว่าเป็นบันไดโจร นอกจากจะทำให้ผู้อาศัยมีเกณฑ์เสียเงินเสียทองแล้ว ยังเป็นการเปิดทางให้กับมิจฉาชีพเข้าสู่ตัวบ้านง่ายขึ้นด้วย 11. สำหรับบ้านทรงไทยหรือบ้านยกพื้นสูง หากมีบันไดออกมานอกบ้าน แนะนำให้ทำบันไดทางซ้ายหรือขวาของประตูบ้าน จะทำให้เก็บเงินได้ดี   โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดของการวางบันไดในหลักการตามศาสตร์ฮวงจุ้ยในเชิงองศาทิศทาง ( Compass Feng Shui Theory ) คือซินแสจะวางบันไดบ้านอยู่ในองศาทิศทางที่ดีประจำอยู่ ดังนั้นเพื่อการจัดฮวงจุ้ยให้ได้ผลที่ดีที่สุดนั้น การวางบันไดควรได้รับการวางให้ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยตั้งแต่ช่วงออกแบบบ้านเพราะบันไดนั้นถือเป็นโครงสร้างหนึ่งของบ้านที่ไม่สามารถแก้ไขทีหลังได้แล้ว ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ซินแสหวาง
รู้หรือไม่? กิน มะละกอ ป้องกันโรคอะไรได้บ้าง

รู้หรือไม่? กิน มะละกอ ป้องกันโรคอะไรได้บ้าง

มะละกอ เป็นผลไม้ที่หาทานได้ง่ายมาก มีสารอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ แคลเซียมสูง นอกจากนี้ยังสามารถนำมาแปรรูป ปรุงอาหารได้อีกด้วย วันนี้เราจะมาบอกให้ฟังว่า ถ้าคุณกินมะละกอแล้วเนี่ย จะช่วยป้องกันโรคอะไรได้บ้าง? กินมะละกอ ดีอย่างไร? 1. มะละกอมีไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล และเกลือโซเดียมต่ำ เป็นแหล่งที่ดีของเส้นใยอาหาร ธาตุโพแทสเซียม วิตามินเอ ซี และโฟเลต แต่ร้อยละ 92 ของพลังงานจากมะละกอสุกมาจากคาร์โบไฮเดรต ผู้ที่ควบคุมอาหารแป้งและน้ำตาล จึงไม่ควรกินมะละกอมากเกินไป 2. สีแดงอมส้มในมะละกอสุก คือ สารไลโคพีน ที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย 3. มะละกอสุกอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แคโรทีน วิตามินซี สารฟลาโวนอยด์ สารโฟเลต กรดแพนโทเทนิก ธาตุโพแทสเซียม แมกนีเซียม และเส้นใยอาหาร สารอาหารเหล่านี้บำรุงสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด และป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่อีกด้วย นอกจากนี้มะละกอมีเอนไซม์ปาเปน สามารถนำมาใช้ด้านการแพทย์เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บทางการกีฬา 1. ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด มะละกออาจช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแข็งตัวและโรคหัวใจที่มีสาเหตุจากโรคเบาหวานได้ดี มะละกอมีวิตามินซี วิตามินอีและวิตามินเอ (ในรูปของสารแคโรทีนอยด์) ซึ่งเป็นสารอนุมูลอิสระที่มีความสำคัญ ช่วยป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระของคอเลสเตอรอล เชื่อว่าวิตามินซีและอี ช่วยการทำงานของเอนไซม์พาราออกโซเนส ซึ่งหยุดการเกิดอนุมูลอิสระของคอเลสเตอรอล เส้นใยอาหารในมะละกอ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ส่วนกรดโฟลิกใช้เปลี่ยนกรดอะมิโฮโมซิสเทอีน เป็นกรดอะมิโนซิสเทอีนที่ไม่มีพิษภัยอะไร ถ้ามีโฮโมซิสเทอีนอยู่มาก กรดอะมิโนนี้จะทำลายผนังหลอดเลือด เกิดความเสี่ยงของอาการหัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองอุดตันได้ 2. ช่วยระบบทางเดินอาหาร สารอาหารในมะละกอ ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ เส้นใยอาหารจากมะละกอสามารถจับกับสารพิษก่อมะเร็งในลำไส้ใหญ่ และพาส่งออกทำให้เกิดการสัมผัสกับเซลล์ลำไส้ใหญ่น้อยที่สุด และสารโฟเลต บีตาแคโรทีน วิตามินซีและอี ที่พบในมะละกอ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยลดการถูกทำลายของสารพันธุกรรมในเซลล์ดังกล่าวด้วยอนุมูลอิสระ 3. ฤทธิ์ต้านอักเสบ มะละกอมีเอนไซม์ปาเปนและไคโมปาเปนช่วยย่อยโปรตีน เอนไซม์เหล่านี้สามารถช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการสมานแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกได้ งานวิจัยจากประเทศมาเลเซียพบว่า สารสกัดจากเปลือกผลมะละกอดิบเร่งอัตราเร็วของการสมานแผลในหนูทดลองได้เร็วกว่าการใช้ยาทา Solcoseryl ถึง 1 สัปดาห์ บีตาแคโรทีน วิตามินซีและอีในมะละกอก็มีฤทธิ์ลดการอักเสบเช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคข้อเสื่อม และข้ออักเสบรูมาตอยด์ จะได้ประโยชน์จากการกินมะละกอเพื่อลดอาการของโรคดังกล่าว ปัจจุบันมีการใช้เอนไซม์จากมะละกอดังกล่าวผลิตเป็นยาเม็ด ลดอาการบวม การอักเสบจากบาดแผลหรือการผ่าตัดแล้ว 4. ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายมนุษย์สามารถเปลี่ยนบีตาแคโรทีนที่ได้จากมะละกอสุกเป็นวิตามินเอและซีได้ เนื่องจากร่างกายต้องการวิตามินทั้งสองเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ให้ทำหน้าที่ได้ราบรื่น จึงพบว่าการกินมะละกอ เป็นประจำอาจลดความถี่การเกิดไข้หวัดและการติดเชื้อในช่องหูได้ 5. ป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อม งานวิจัยตีพิมพ์ในต่างประเทศกล่าวว่า การกินผลไม้ 3 ครั้งต่อวันอาจลดความเสี่ยงของอาการภาวะจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ อันเป็นสาเหตุของการเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ เนื่องจากคนไทยกินมะละกอ ทั้งดิบหรือสุกอยู่เป็นปกติ ดังนั้นเราจึงมีความเสี่ยงในการเกิดโรคดังกล่าวลดลงในยามชรา 6. น้ำมะละกอสุก เลือกมะละกอที่สุกกำลังดี เนื้อไม่แข็ง หรือเละจนเกินไป เนื้อเนียน รสหวาน นำมะละกอสุกหั่นเอาแต่เนื้อครึ่งถ้วย น้ำเย็นจัด 1 ถ้วย ผง อบเชย 1/8 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำมะนาว 2 ช้อนชา ปั่นมะละกอกับน้ำเย็นจัด เกลือ น้ำมะนาวเข้าด้วยกัน รินใส่แก้ว โรยด้วยผงอบเชย ดื่มเย็นๆ ทันที ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

เข้าระบบ MThai


We don't post anything to Facebook

สวัสดี user