ดอกปาริชาต ตำนานดอกปาริชาติ ปาริฉัตร เครื่องสดประกอบพระจิตกาธาน พระเมรุมาศ

ตำนานและความเชื่อเรื่อง ดอกปาริชาต เครื่องสดประกอบพระจิตกาธาน พระเมรุมาศ

Home / เรื่องเด่นดูดวง / ตำนานและความเชื่อเรื่อง ดอกปาริชาต เครื่องสดประกอบพระจิตกาธาน พระเมรุมาศ

ได้เห็นการรวมพลทั้งช่างหลวงและจิตอาสาเป็นพันคนมาร่วมประดิษฐ์ดอกปาริชาตเพื่อนำมาใช้ในเครื่องสดประกอบพระจิตกาธาน ณ บริเวณวังสวนกุหลาบ พระบรมมหาราชวัง พลันให้นึกถึงตำนานดอกปาริชาต จึงขออนุญาตนำเรื่องราวของดอกไม้ในตำนานนี้มาเล่าสู่กันฟัง

ปาริชาต หรือ ปาริฉัตร เป็นชื่อที่นิยมนำมาตั้งเป็นชื่อคนอย่างแพร่หลาย ซึ่งแท้จริงแล้ว ปาริชาต เป็นชื่อของดอกไม้ หรือ ดอกทองหลาง นั่นเอง เชื่อกันว่า ดอกปาริชาต เป็นดอกไม้แห่งสรวงสวรรค์ หากใครได้ดมดอกปาริชาต ก็จะระลึกชาติได้ ได้รู้เห็นอดีตชาติของตนเอง

ปาริชาต เป็นต้นไม้แห่งความสมปรารถนาเช่นเดียวกับกามเธนุ (แม่โคกามเธนุหรือโคสุรภีนั้นเป็นโคสารพัดนึก และเป็นมารดาแห่งโคทั้งหลาย ) และเกิดจากการกวนเกษียรสมุทรเช่นกัน พระอินทร์นำไปปลูกไว้ในสวนของพระองค์บนสวรรคโลก ลักษณะเป็นไม้พุ่ม มีดอกสีขาวแต้มแดงกลิ่นหอมอบอวล

ในกฤษณาวตาร ภาคหนึ่งของพระวิษณุ ได้แอบไปขโมยต้นปาริชาตจากสวรรค์ตามความปรารถนาของนางสัตยภามา ชายาของพระองค์ แต่เกรงว่านางรุกมินี ชายาอีกคนจะน้อยใจ จึงปลูกต้นปาริชาตไว้ในสวนของนางสัตยภามาแต่หันกิ่งก้านไปทางสวนของนางรุกมินี เวลาที่ดอกปาริชาตร่วงหล่นจะได้ตกใส่สวนของนาง ด้วยเหตุนี้ต้นปาริชาตจากสวรรค์จึงได้ลงมาอยู่บนโลกมนุษย์

อีกตำนานกล่าวถึงหญิงสาวนางหนึ่งหลงรักพระสุริยเทพ นางได้แต่นั่งเฝ้าชมราชรถของพระองค์ขับเคลื่อนผ่านไปทุกเช้าเย็น ช่วงแรกพระสุริยเทพก็สนใจในตัวนางดีแต่ต่อมาไม่นานพระองค์ก็ไปหลงรักหญิงอื่น นางจึงฆ่าตัวตาย จากนั้นต้นปาริชาตก็เกิดขึ้นจากกองเถ้าถ่านที่เผาศพนาง เป็นต้นไม้ที่มีดอกสีขาวแต้มแดงและบานส่งกลิ่นหอมในยามค่ำคืนเท่านั้น เมื่อถึงยามรุ่งอรุณดอกปาริชาตก็ร่วงโรยดุจน้ำตาของนาง บางครั้งก็เชื่อกันว่า ดอกปาริชาตเป็นดอกไม้แห่งความเศร้า

ในวรรณคดีทางพุทธศาสนา เช่น เตภูมิกถา และ กามนิตวาสิฏฐี กล่าวว่า ต้นปาริชาต คือ ต้นทองหลาง อยู่ในปุณฑริกวันบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ของพระอินทร์มีดอกสีแดงฉาน ร้อยปีจึงจะบานสักครั้ง ทุกครั้งที่บานจะส่งกลิ่นหอมและมีแสงสว่างไปทั่ว เหล่าเทพบุตรเทพธิดาจะมาฉลองร่วมกันใต้ต้นปาริชาต

ผู้ใดที่ต้องการดอกไม้ไปทัดหูเพียงยื่นมือออกไปดอกไม้นั้นก็หล่นลงมาเอง หากรับไม่ทันจะมีลมหมุนวนประคองไว้จนกว่าจะรับได้ กลิ่นของดอกปาริชาตจะทำให้ผู้ที่สูดดมเข้าไปเกิดอาการวิงเวียนและสามารถระลึกชาติได้ ตั้งแต่ชาติที่ใกล้ที่สุดจนถึงชาติที่ไกลโพ้นออกไป ในขณะที่ดอกปาริชาตในอินเดีย คือ ดอกกรรณิการ์ ของไทยเรานั่นเอง เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีของหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงานใหม่ และเป็นดอกไม้สำหรับบูชาพระกฤษณะ

ในมหากาพย์เทวภูมิ กล่าวถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ว่า ”นอกเมืองดาวดึงส์ออกไป ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีอุทยานใหญ่อีกแห่งหนึ่ง ชื่อว่า ปุณฑริกวัน มีกำแพงล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน กลางสวนมีไม้ทองหลางใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นไม้ทิพย์ชื่อว่า ปาริชาต ต้นปาริชาต นี้ จะมีดอกบานครั้งหนึ่งต่อเมื่อครบหนึ่งร้อยปี พูดง่าย ๆ ว่าร้อยปีจะดอกบานครั้งหนึ่ง และขณะที่ดอกปาริชาตนี้บานจะมีรัศมีเรืองไปไกลถึงแปดแสนวา และเมื่อลมพัดไปทางทิศใด ลมมีกลิ่นหอมฟุ้งไปทิศนั้นไกลแสนไกล

กลิ่นหอมนั้นจะตลบอบอวลอยู่ทั่วบริเวณสวรรค์ชั้นนี้นานเท่านาน กล่าวกันว่า ยามที่ดอกปาริชาตนี้บาน จะมีเหล่าเทพบุตรเทพธิดามาเล่นสนุกสนานใต้ต้นปาริชาตนี้เป็นจำนวนมากและกลิ่นปาริชาตที่โชยโรยรินมาต้องเทพบุตรเทพธิดาองค์ใด จะช่วยทำให้เทพบุตรเทพธิดาองค์นั้นระลึกชาติได้อย่างอัศจรรย์ ในพระไตรปิฎกได้บอกไว้ว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ทรงบาตรและจีวรครบ เหมือนต้นปาริฉัตตกะ คือ ต้นทองหลาง มีใบหนา มีร่มเงาชิด

ดังนั้น ต้นปาริชาตหรือปาริฉัตร ก็คือต้นทองหลาง นั่นเอง
ทองหลางเป็นพืชในสกุล Erythrina อยู่ในวงศ์ Leguminosae หรือไม้ในวงศ์ถั่ว เป็นไม้ยืนต้น เวลาออกดอกจะทิ้งใบหมดต้น

ในความเป็นสิริมงคล ทองหลางหมายความถึง การมีทองมากมาย ดังนั้น คนโบราณจึงเชื่อกันว่า หากบ้านใดปลูกต้นไม้ชนิดนี้เอาไว้ภายในบริเวณบ้าน ครอบครัวนั้นก็จะประสบกับความเจริญรุ่งเรืองมีโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทองมากมาย

ใบทองหลางนั้น ยังมีสีทองเรื่อเรือง ราวกับประกายของทองคำบริสุทธิ์เรืองรองจับตา เมื่อได้พบเห็นก็จะรู้สึกเย็นตาเย็นใจ

ใบทองหลาง ก็มักจะถูกนำมาประกอบพิธีสำคัญๆ ทางศาสนาอยู่เสมอ และชาวอินเดียโบราณก็เชื่อกันว่า ทองหลางเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ใบย่อย 3 ใบนั้นหมายถึง พระพรหม พระศิวะและพระวิษณุ (ชื่อในภาษาสันสกฤตคือ มนทาระ )

การนำตำนานดอกปาริชาตซึ่งเป็นดอกไม้ในตำนานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาใช้ในการออกแบบ ก็เพื่อให้เหล่าพสกนิกรชาวไทยตราตรึงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ตลอดไป

 

ที่มา : Sakchai Guy

ขออนุญาตใช้เนื้อหา