วิเคราะห์เบอร์มือถือ กับหมอเค้ก

แนะนำเบอร์มือถือ จากหมอเค้ก

เบอร์การเงิน

เบอร์โชคลาภ

เบอร์การศึกษา

เบอร์ความรัก

เบอร์การงาน

เบอร์สุขภาพ

หมอเค้ก

ทำนายฝัน

ทำนายฝัน ฝันเห็น ... เสื้อผ้า กระต่าย ลิง เสือ งูหลาม หนู ดอกไม้ เพื่อน อุบัติเหตุ ป่าดงดิบ เด็กชาย ผีตายโหง

คำแนะนำในการทำนายฝัน
เพื่อให้การ ทำนายฝันแม่นยำ ควรให้ตั้งจิตคิดถึงสิ่งแรก ที่เห็นในฝัน เช่น หากท่านฝันว่า "เดินไปที่แห่งหนึ่ง แล้วหันไปมองเห็นเต่า อยู่ริมน้ำ"คำที่ควรใช้ ทำนายฝัน คือ "เต่า" เป็นต้น

ดวงความรัก

“หมอดูทัก” ราศีใดรักร้าว ระวังจะเศร้าเสียใจ

“หมอดูทัก” ราศีใดรักร้าว ระวังจะเศร้าเสียใจ

วันนี้หมอดูทัก อาจารย์แมน พลังเลขจาก The MagicCode จะมาทักว่าราศีใดในช่วงนี้ดวงความรักเป็นช่วงขาลง มีโอกาสรักร้าว ระวังจะเศร้าเสียใจได้ในเดือนแห่งความรัก ต้องประคับประคองให้ดี ทั้งนี้ดวงชะตาเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น หากคู่รักรักกันดีดวงชะตาย่อมไม่มีผลให้เปลี่ยนแปลง แต่หากเป็นช่วงขาลงอยู่แล้ว รู้ไว้ก่อนย่อมไม่เสียหายจะได้ป้องกัน

เนื้อหาแนะนำ

นั่งทำงานนาน ๆ โรครุมแน่! แนะนำ 5 ท่ายืดเส้น ทำง่ายใช้พื้นที่ไม่เยอะ

นั่งทำงานนาน ๆ โรครุมแน่! แนะนำ 5 ท่ายืดเส้น ทำง่ายใช้พื้นที่ไม่เยอะ

หยุดอยู่บ้านนึกว่าจะชิล แต่กลับต้อง Work From Home เยอะกว่าเดิมซะอีก หลายคนจึงเกิดอาการเครียด ปวดหลัง ปวดคอ จากการนั่งทำงานนาน ๆ ลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายด้วย 5 ท่าง้าย…ง่าย ใช้แค่อุปกรณ์ใกล้ตัว เช่น เก้าอี้ ก็ออกกำลังกายได้แล้วค่ะ 5 ท่ายืดเส้น สำหรับคนที่นั่งทำงานนาน ๆ ควรทำ ผลเสียจากการนั่งนาน ๆ ไม่ว่าจะ Work From Home หรือนั่งดูทีวีนานหลายชั่วโมง อาจทำให้โรคภัยถามหาได้ โดยเฉพาะอาการออฟฟิศซินโดรม โรคฮิตของคนทำงาน เพราะการใช้อวัยวะข้างที่ถนัดเป็นประจำ ไม่ว่าจะหยิบจับสิ่งของ ทานข้าว หรือเขียนหนังสือ จึงทำให้อวัยวะอีกข้างไม่ได้ใช้งาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่สมดุลกันได้ ท่าที่ 1 : Cow Face Pose นั่งเก้าอี้แล้วยึดลำตัวตรง ชูแขนข้างหนึ่งแล้วเอื้อมไปจับกับมืออีกข้างทางด้านหลัง ค้างท่าไว้ 20-30 วินาที แล้วทำสลับข้างกันในท่าเดิม ท่านี้จะช่วยยืดหัวไหล่และทำให้แผ่นหลังยืดตรง หากไม่สามารถประกบมือถึงกัน ให้นำผ้าขนหนูผืนเล็กเป็นตัวกลางแล้วจับปลายผ้าทั้งสองข้างแทนได้ ท่าที่ 2 : Overhead Stretch เริ่มจากยืนตรงเอามือจับพนักเก้าอี้ ถอยหลังออกไปประมาณ 2 ก้าว กางขาเท่าความกว้างของไหล่ แล้วกดหน้าอกลงโดยที่เหยียดแขนตึงจะช่วยเปิดหัวไหล่ และช่วยยืดบริเวณกล้ามเนื้อหลังบริเวณปีกและอก ค้างท่าไว้ 20-30 วินาที ท่าที่ 3 : Seated Twist ท่านั่งบิดตัวเป็นท่าที่ทำง่าย ได้ผลดี เริ่มจากนั่งบนเก้าอี้ ให้ข้อพับเข่าชนขอบเบาะส่วนหน้าของเก้าอี้ บิดลำตัวไปด้านซ้าย เอามือซ้ายจับขอบพนักพิงด้านหลัง มือขวาพาดและกั้นเข่าด้านขวา ค้างไว้ 20 – 30 วินาที จากนั้นทำสลับข้าง ท่านี้สามารถปรับใช้กับโต๊ะก็ได้ จะช่วยผ่อนคลายบริเวณบั้นเอว หลังด้านข้างและด้านล่าง ทำสลับข้างและทำซ้ำ 2-3 รอบจะรู้สึกดีขึ้น ท่าที่ 4 : Sign of 4 นั่งตรงขอบเก้าอี้ จากนั้นยกขาขึ้นไขว่ห้างเป็นเลข 4 โดยใช้ข้อเท้าข้างซ้ายพาดไปที่หัวเข่าด้านขวา ให้ขาด้านล่างและหลังตั้งฉาก ตรงข้อเท้ากระดกไว้ เอาข้อศอกขวาไปกดไว้บนข้อเท้ากับเข่าแล้วโน้มตัวไปด้านหน้า แล้วก้มลงเอามือแตะพื้น จะช่วยยืดคลายบริเวณสะโพกของขาที่พาดอยู่ด้านบน ค้างไว้ 20-30 วินาทีแล้วเปลี่ยนข้าง ท่าที่ 5: Hamstring Stretch เริ่มจากท่ายืนตรง แล้วก้มตัวลงโดยเอามือสองข้างวางไว้ที่ปลายเก้าอี้ จากนั้นก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งข้าง พร้อมดันเก้าอี้ไปจนกว่าแขนจะตึง ก้มตัวลงให้สุดและขนานกับพื้นโดยที่เท้าสองข้างยังติดพื้น ค้างไว้ 20-30 วินาที แล้วทำซ้ำโดยสลับขาอีกข้าง ท่านี้จะช่วยยืดเส้นและคลายกล้ามเนื้อขากับหลัง สำหรับคลาส 5 ท่ายืดเส้นนี้ สามารถทำได้ทุกวันหรือเมื่อไหร่ที่รู้สึกเมื่อยจากการนั่งนาน ๆ ก็ทำได้ทันที อาจทำระหว่างวันหนึ่งครั้งและทำหลังเลิกงานอีกหนึ่งครั้งก็ไม่มีปัญหา แต่ไม่ควรทำหลังจากตื่นนอนตอนเช้าเพราะร่างกายยังไม่พร้อม นอกจากยืดเส้นสาย ลดเสี่ยงจากอาการออฟฟิศซินโดรมแล้ว ทุก ๆ 20 นาที ควรละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์บ้างและเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ เช่น เดินเล่นรอบบ้าน ปลูกต้นไม้ หรือเล่นกับสัตว์เลี้ยงก็จะช่วยลดเครียดได้ ข้อมูล : ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย
วิธีเลือกสีของ ปี่เซียะ เป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ ให้เหมาะกับผู้รับ

วิธีเลือกสีของ ปี่เซียะ เป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ ให้เหมาะกับผู้รับ

เชื่อว่า ปี่เซียะ มีรูปร่างและเขาคล้ายกวาง แต่มีหน้า, หัว, ขาคล้ายสิงโต, มีปีกคล้ายนก, หลังคล้ายปลา และมีส่วนหางคล้ายแมวปนไปด้วย ท้องและบางส่วนของหัวคล้ายมังกร เป็นสัตว์สี่ขา และเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ช่วยป้องกันและปัดเป่าภยันตรายและภูตผีปีศาจ สิ่งไม่ดีต่าง ๆ ได้ เชื่อว่าถูกแบ่งเป็นตัวผู้ชื่อ ปี่ และ ตัวเมียชื่อ เซียะ ปัจจุบัน มีการบูชาปี่เซียะ โดยมักทำเป็นรูปเคารพของสัตว์ที่มีลักษณะดังกล่าวในลักษณะหมอบ และมักทำเป็นคู่กัน โดยจะตั้งวางให้สอดคล้องกับหลักฮวงจุ้ยด้วย อีกทั้งยังเป็นที่บูชาของนักพนัน ผู้ที่นิยมเสี่ยงโชคในลักษณะวัตถุมงคล จากการที่เป็นสัตว์ที่กินอย่างเดียวไม่มีถ่ายจึงเป็นสัญลักษณ์ของการเก็บทรัพย์ ซึ่งกาสิโนบางแห่งในประเทศจีน มาเก๊าและฮ่องกง จะมีรูปปั้นปี่เซียะนี้อยู่ด้านหน้าด้วย และในคลิปนี้คุณริว จะมาแนะนำการเลือกสีปี่เซียะให้เหมาะกับผู้รับ หากจะมอบให้ผู้อื่นเป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ ว่าควรเลือกอย่างไร ความหมาย 5 สีของปี่เซียะที่ควรมอบให้แก่ผู้อื่น 1.สีเขียว เขียวอ่อน : เด็กผู้ชาย อายุไม่เกิน 21 ปี , เขียวเข้ม : ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่สูงอายุ 2.สีชมพู : ผู้หญิง หรือ เด็กอ่อน 3.สีขาว, ครีม, ทอง : เรื่องที่อยู่อาศัย 4.สีทองเหลือง : กิจการ,การค้า 5.สีดำ : บ้านที่อยู่ทางสามแพร่ง,ฮวงจุ้ยไม่ดี และคนที่ชอบสวดมนต์
6 ทริคพ่อแม่ควรรู้ ดูแลสายตาลูกให้ปลอดภัยจากการ เรียนออนไลน์

6 ทริคพ่อแม่ควรรู้ ดูแลสายตาลูกให้ปลอดภัยจากการ เรียนออนไลน์

จากสถานการร์โควิด-19 ทำให้เด็กนักเรียน นักศึกษา ต้องปรับการเรียนเป็น เรียนออนไลน์ มากขึ้น ทำให้เด็ก ๆ ต้องใช้เวลาไปกับหน้าจอดิจิทัล อาทิ  แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน มากกว่าปกติเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทางด้านสายตาและสุขภาพตา เพราะแสงสีน้ำเงิน (Blue light) จากอุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ health.mthai มีคำแนะนำดี ๆ มาให้สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อาจจะมองข้ามเรื่องนี้กันไป จะดูแลลูก ๆ อย่างไรได้บ้างเพื่อไม่ให้เสียสุขภาพสายตา เรียนออนไลน์ ปัญหาอันตรายแสงสีน้ำเงิน ส่งผลต่อสุขภาพตาของเด็ก แสงสีน้ำเงิน (Blue light) จากอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ค แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน อาจเป็นอันตรายต่อดวงตาของเด็กๆ การเล่นอุปกรณ์เหล่านี้เป็นเวลานาน จะนำมาซึ่งปัญหาและผลกระทบต่อเด็กทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาทิ ภาวะตาล้า (Digital Eye Strain) : เกิดจากการจ้องจอมากเกินไปเป็นระยะเวลานานๆ ก็จะทำให้การหดตัวของกล้ามเนื้อเล็กๆ ในตาหดตัวเกือบตลอดเวลาทำให้มีอาการตาล้า จึงเป็นที่มาของการมองเห็นที่พร่ามัวชั่วคราว โรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD)  : โดยแสงสีน้ำเงินจากอุปกรณ์ดิจิทัล จะกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทำลายเซลล์ประสาทตา หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ โรคสายตาสั้นมาก (pathological myopia) : การเพ่งอยู่หน้าจอเป็นระยะเวลานานกว่า 2.5 ช.ม ต่อวัน โดยเฉพาะในระยะน้อยกว่า 20 ซ.ม นานกว่า 45 นาที เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะสายตาสั้นได้เร็วและมากขึ้นในเด็ก อีกทั้งยังทำให้เสียบุคลิกภาพเพราะต้องหยีตาตลอดเมื่อมองไม่ชัด เพื่อเป็นการปกป้องไม่ให้สายตาของลูกเสียก่อนวัยอันควร มีข้อแนะนำดี ๆ จาก เอสซีลอร์ สำหรับคุณพ่อคุณแม่มาฝากกัน เลนส์ Blue UV Capture ของเอสซีลอร์ ภาพ: เมญ่า-นนธวรรณ บรามาซ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014 1. เลือกใช้แว่นตาที่มีเลนส์กรองแสงสีน้ำเงิน การเลือกใช้แว่นตาที่มีเทคโนโลยีกรองแสงสีน้ำเงิน ช่วยถนอมดวงตาของเด็กและลดความเสี่ยงจากโอกาสการเกิดปัญหาทางสายตาที่รุนแรงขึ้นในอนาคต เลนส์เอสซีลอร์ Blue UV Capture นวัตกรรมกรองแสงสีน้ำเงินชนิดอันตรายในเนื้อเลนส์แต่ปล่อยช่วงแสงที่มีประโยชน์ผ่านเข้ามา เลนส์ Blue UV Capture สามารถปกป้องดวงตามากกว่าเลนส์ใสทั่วไป 3 เท่า รวมถึงป้องกันรังสียูวีทั้งด้านหน้าและด้านหลังของเลนส์มากถึง 35 เท่า เลนส์แว่นตาแม้ใช้เพียงปกป้องดวงตาโดยไม่มีค่าสายตาเพื่อแก้ไขการมองเห็น ก็ควรเลือกเลนส์คุณภาพเพื่อถนอมดวงตาของลูกน้อยในระยะยาว 2. ใช้จอคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมและปรับแสงสว่างหน้าจอให้พอเหมาะ พ่อแม่ควรเลือกจอคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดมากกว่า 19 นิ้ว และเป็นจอที่กันแสงสะท้อน เพราะถ้ามีแสงสะท้อนจะทำให้รู้สึกไม่สบายตา และที่สำคัญควรปรับสภาพแวดล้อม แสงสว่างโดยรอบให้พอดี เพื่อลดความสว่างของหน้าจอไม่มืดหรือสว่างจนเกินไป และควรจัดแสงจากภายนอกให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ให้แยงตาโดยตรงเพราะจะทำให้ตาล้ามากขึ้น 3. กำหนดระยะห่างระหว่างสายตากับหน้าจอ ระยะห่างที่พอเหมาะสำหรับอุปกรณ์ดิจิทัลจะทำให้ลูกของคุณไม่ต้องใช้กำลังโฟกัสของตามากเกินไปจนเกิดอาการล้าของตาได้ หากใช้แทบเล็ตหรือหน้าจอมือถือควรห่างประมาณ 1 ฟุต ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะควรห่างประมาณ 2 ฟุต ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรจัดระยะห่างให้เหมาะสม เพื่อสุขภาพสายตาที่ดีสำหรับลูกๆ รวมถึงคุณพ่อคุณแม่เองด้วย 4. ปรับขนาดตัวอักษรบนหน้าจอดิจิทัล ไม่ให้มีขนาดเล็กจนเกินไป ขนาดตัวอักษรที่ทำให้อ่านได้สบายตาในเวลานาน ๆ จะต้องมีขนาดอย่างน้อย 3 เท่าของขนาดที่เล็กที่สุดที่สามารถอ่านได้ในระยะนั้น 5. พักสายตาด้วยเทคนิค 20-20-20 พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกรู้จักพักสาตา ด้วยเทคนิค 20-20-20 คือทุก 20 นาทีในการจ้องหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ ควรพักสายตา 20 วินาที โดยมองออกไปไกล 20 ฟุต เพื่อช่วยให้ดวงตามีการเปลี่ยนระยะโฟกัสและผ่อนคลาย ซึ่งในระหว่างนี้ผู้ปกครองอาจให้เด็กๆ ได้พักจากหน้าจอลุกยืดเส้นยืดสายด้วย เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ ของร่างกายไปพร้อมกัน 6. ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง นอกเหนือจากการดูแลปกป้องดวงตาของเด็กๆแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ควรพาลูกไปตรวจสุขภาพตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะการมองเห็นคือสิ่งสำคัญ เราจึงไม่ควรมองข้ามการตรวจดวงตา เพราะโรคทางตาหลายโรคที่จะไม่แสดงอาการจนกว่าจะเข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นก็อาจสายเกินกว่าจะรักษาให้เป็นปกติได้