ดูดวง

วิเคราะห์เบอร์มือถือ กับหมอเค้ก

แนะนำเบอร์มือถือ จากหมอเค้ก

เบอร์การเงิน

เบอร์โชคลาภ

เบอร์การศึกษา

เบอร์ความรัก

เบอร์การงาน

เบอร์สุขภาพ

หมอเค้ก

ทำนายฝัน

ทำนายฝัน ฝันเห็น ... กษัตริย์ งูหลาม เรือ เพื่อน เพื่อนสนิท อาบน้ำ เงินทอง เต่า โจรขึ้นบ้าน จมน้ำ เกวียน ปลาไหล

คำแนะนำในการทำนายฝัน
เพื่อให้การ ทำนายฝันแม่นยำ ควรให้ตั้งจิตคิดถึงสิ่งแรก ที่เห็นในฝัน เช่น หากท่านฝันว่า "เดินไปที่แห่งหนึ่ง แล้วหันไปมองเห็นเต่า อยู่ริมน้ำ"คำที่ควรใช้ ทำนายฝัน คือ "เต่า" เป็นต้น

ทายนิสัย

ทายนิสัย จากลักษณะของหนังที่ชอบดู เอาไว้แอบเช็กคนรอบข้างก็ได้นะ แม่นมาก!

ทายนิสัย จากลักษณะของหนังที่ชอบดู เอาไว้แอบเช็กคนรอบข้างก็ได้นะ แม่นมาก!

ทายนิสัย จากรสนิยมการดูหนัง มาดูกันว่าหนังแต่ละประเภทนั้นสามารถสื่อตัวตนของเขา และเธอ ออกมาได้อย่างไรบ้าง อ.แพธ มีคำตอบมาให้แล้ว คลิกเลย

ดูดวงตามราศี

ดวงความรัก 12ราศี ประจำเดือนตุลาคม 2561 โดย อ.คฑา ชินบัญชร

ดวงความรัก 12ราศี ประจำเดือนตุลาคม 2561 โดย อ.คฑา ชินบัญชร

ดวงความรัก ประจำเดือนตุลาคม 2561 ของแต่ละราศีจะเป็นอย่างไร อ.คฑา ชินบัญชร มีคำตอบมาให้ จะได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นกันได้ถูก

เนื้อหาแนะนำ

เมจิ อโณมา แชร์ความรู้ ออกกำลังกายเยอะ ไม่ได้แปลว่าจะมีกล้าม

เมจิ อโณมา แชร์ความรู้ ออกกำลังกายเยอะ ไม่ได้แปลว่าจะมีกล้าม

มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อย ที่กล้วการออกกำลังกาย เพราะยังเข้าใจว่า การออกกำลังกายเยอะๆ นั้นจะทำให้เราดู มีกล้าม ไม่อ่อนหวานเท่าผู้หญิงคนอื่น ขอบอกเลยนะคะว่าไม่จริง!! วันนี้เรามีคำตอบยืนยันจากผู้หญิงเฮลตี้อย่าง เมจิ อโณมา คุก มาให้สาวๆ ได้ฟังกันค่ะ เมจิ อโณมา แชร์ความรู้ ออกกำลังกายเยอะ ไม่ได้แปลว่าจะมีกล้าม [gallery ids="375361,375368,375369,375365,375362,375364,375366,375367,375363,375370"] "ออกกำลังกายเยอะๆ แล้วจะทำให้ผู้หญิงมีกล้าม" มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกคน เพราะคำว่าเยอะของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ถ้าเราต้องการที่จะสร้างกล้าม มันก็มีการออกกำลังกายแบบเฉพาะของมัน เช่น การยก ออกแรงผลัก หรือดึงอะไรหนักๆ นั่นแหละคือการสร้างกล้ามเนื้อทั้งหมด สำหรับคนที่ดูค่อนข้างตัวใหญ่ มันอาจจะมาจากการออกกำลังกาย และการกินอาหารควบคู่กัน มันเลยทำให้เขามีทั้งกล้ามและ Body Fat นั่นเอง ลองมาฟังคลิปสัมภาษณ์เต็มๆ ได้ที่นี่เลยค่ะ > คลิก https://seeme.me/ch/women/kpleeW สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย Women MThai Team รูปภาพจาก : meiji_27anorma
5 ฮวงจุ้ย สุดแย่ถ้ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในบ้านจะทำให้เงินทองรั่วไหล

5 ฮวงจุ้ย สุดแย่ถ้ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในบ้านจะทำให้เงินทองรั่วไหล

ฮวงจุ้ย บ้านถือเป็นเรื่องที่ควรรู้อีกหนึ่งเรื่องสำหรับการแต่งบ้านนะคะ ฮวงจุ้ย แย่ๆ  ก็มีผลทำให้คนในบ้านอยู่แล้วไม่สบายใจ ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้  Decor.MThai จึงนำเรื่องเกี่ยวกับ ฮวงจุ้ยไม่ดี ถ้ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในบ้านจะทำให้เงินรั่วไหลมาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ 1.หัวเตียงชนกับห้องน้ำ : ตามหลักแล้วคนส่วนใหญ่ไม่นิยมออกแบบให้หัวเตียงชนกับห้องน้ำค่ะ ยิ่งถ้าที่ตั้งของชักโครกตรงกับหัวเตียงด้วยจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีอารมณ์แปรปรวน ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ถ้าห้องน้ำไม่มีแสงแดดส่องถึง จะส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยเป็นโรคภูมิแพ้ หอบ หืด เรื่องโชคลาภนี่ไม่ต้องสืบพลอยจะหดหายไปด้วยอย่างแน่นอน 2.ประตูหน้าบ้าน กับประตูหลังบ้านตรงกัน : ประตูหน้าบ้านกับประตูหลังบ้านไม่ควรมีตำแหน่งเดียวกัน เพราะจะทำให้เงินรั่วไหล ไม่มีเงินเก็บ เงินทองไม่มีให้เหลือใช้ค่ะ 3.ประตูเข้าห้อง ตรงกับเตียงนอน : เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายคนต้องระวังมากๆ เลยนะคะ เพราะโบราณได้เคยกล่าวไว้ว่าไม่ควรให้เตียงนอนตรงกับประตูห้อง เพราะเขาถือว่าเป็นทางผีผ่าน จะทำให้นอนแล้วไม่สบาย เจ็บไข้ได้ป่วยง่ายค่ะ 4.มีกระจกร้าวภายในบ้าน : กระจกมีรอยร้าว รอยแตก หรือรอยบิ่น ตามหลักของฮวงจุ้ยบ้าน แล้วถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีนัก นั่นเพราะจะทำให้ความสัมพันธ์ของคนในบ้าน เกิดความร้าวฉาน ไม่รักใคร่ สามัคคี ปรองดองกัน จึงมักจะเกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งอยู่บ่อยครั้ง และแน่นอนว่าบ้านไหนที่มักมีการทะเลาะ เรื่องของโชคลาภ การเงินก็จะหนีหายไปเช่นกัน วิธีแก้ไขทำได้ง่ายๆ ด้วยการนำกระจกที่มีรอยร้าวไปทิ้ง หรือหากผนักปูนมีรอยร้าว ให้ทำการซ่อมแซมให้เรียบเนียนด้วยเช่นกัน 5.เสาไฟฟ้าอยู่หน้าบ้าน : บ้านที่มีเสาไฟฟ้าตรงกับหน้าบ้านพอดี ถือว่าเป็นลักษณะของฮวงจุ้ยบ้าน ที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เพราะลักษณะเช่นนี้จะทำให้บ้านขาดเรื่องของพลังความสมดุล ส่งผลให้สภาพจิตใจของผู้อาศัยไม่ปกติ ฉุนเฉียว โมโห หงุดหงิดง่าย และอาการเกรี้ยวกราดเช่นนี้เองที่ทำให้ขาดโชคลาภ ซึ่งการมีเสาไฟฟ้าแรงสูงอยู่หน้าบ้าน หรือด้านข้างของบ้าน พลังของคลื่นไฟฟ้าอาจจะส่งผลต่อระบบเลือดภายในร่างกาย ทำให้เลือดหนืด เม็ดเลือดเกิดความผิดปกติ เกิดโรคต่างๆที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือโรคเรื้อรัง เป็นต้น วิธีการแก้ไขคือ ให้หาลูกแก้วคริสตัลหรือโมบายมาแขวนไว้หน้าประตูบ้าน เพื่อช่วยสะท้อนและกระจายสิ่งที่ไม่ดีให้ออกไปจากบ้าน นอกจากนี้ยังไม่ควรนอนในห้องที่อยู่ใกล้กับเสาไฟ รวมไปถึงการปลูกต้นไม้ให้สูงบังเสาไฟ หรือการติดธงชาติ ให้โบกสะบัด ช่วยพัดพลังงานก็สามารถช่วยได้ หลายๆ คนอาจมองว่าเป็นเรื่องของความเชื่อ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคลค่ะ แต่มองเหตุผลให้ลึกๆ ก็คล้ายกับเป็นกุศโลบายมาแต่โบร่ำโบราณ ที่หากมองตามตรรกะและความเป็นจริงแล้ว ถ้าหัวเตียงชนกับห้องน้ำ เสียงน้ำในห้องน้ำก็จะรบกวนการนอนให้หลับไม่สนิท หรือ การมีกระจกร้าวภายในบ้าน ก็แสดงว่าพร้อมจะแตก ทำให้อาจเกิดอุบัติเหตุกับคนที่อาศัยอยู่ภายในบ้านนั่นเองค่ะ  เรื่องแบบนี้ แล้วแต่มุมมองเนอะ ^ ^
ทำความรู้จัก โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS โรคที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

ทำความรู้จัก โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS โรคที่ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS เป็นอีกหนึ่งโรคที่ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีการวินิจฉัยเกี่ยวกับการรักษาให้หายขาดได้ วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับโรคนี้ พร้อมกับวิธีใช้รักษาว่าต้องทำอย่างไรบ้าง หากรู้ว่าตัวเองหรือคนรอบข้างเป็น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS คืออะไร คำว่า ALS ย่อมาจาก Amyotrophic Lateral Sclerosis โรค ALS ไม่ใช่โรคของกล้ามเนื้อโดยตรง แต่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ประสาทนำคำสั่ง แล้วส่งผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เนื่องจากขาดเซลล์ประสาทนำคำสั่งมาควบคุม ซึ่งเซลล์เหล่านี้มีอยู่ในไขสันหลังและสมอง โดยที่เซลล์ประสาทนำคำสั่งเหล่านี้ค่อยๆ เกิดการเสื่อมและตายไปในที่สุด และเนื่องจาก ALS เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ประสาทนำคำสั่ง จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “โรคของเซลล์ประสาทนำคำสั่ง (motor neuron disease; MND) หรือ โรคเซลล์ประสาทนำคำสั่งเสื่อม” ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะรู้จักโรคนี้ในนามของโรค ลู-เก-ริก (Lou Gehrig Disease) ซึ่งตั้งชื่อโรคตามชื่อนักเบสบอลที่มีชื่อเสียงที่เป็นโรคนี้ในปี 1930 สาเหตุของโรค ALS ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดเซลล์ประสาทนำคำสั่งจึงเกิดการเสื่อม โดยสมมติฐานเชื่อว่า ALS เกิดจากหลายเหตุปัจจัยก่อให้เกิดโรคร่วมกัน ได้แก่ การมีปัจจัยบางอย่างทางพันธุกรรมซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดที่ทำให้มีเซลล์ประสาทนำคำสั่งมีโอกาสเสื่อมได้ง่ายกว่าบุคคลอื่น มีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนของสารพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง สาร โลหะหนัก รังสีหรือการติดเชื้อไวรัสบางชนิดมาช่วยกระตุ้นส่งเสริมให้เซลล์ประสาทนำคำสั่งเกิดการทำงานผิดปกติ ร่วมกับอายุที่สูงขึ้นตามกาลเวลา ทำให้เกิดการเสื่อมสลายของเซลล์ อันเนื่องมาจากแบตเตอรี่ที่คอยสร้างพลังงานให้กับเซลล์ที่เรียกว่า ไมโตคอนเดรีย (mitochondria) มีความผิดปกติ แต่สมมติฐานเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์แน่ชัด ใครบ้างที่มีโอกาสเกิดโรค ALS ข้อมูลในประเทศสหราชอาณาจักรพบประชากรทุกๆ 100,000 คนเป็นโรค ALS ประมาณ 2 คนต่อปี อายุเฉลี่ยที่เกิดขึ้นของโรคอยู่ระหว่าง 60-65 ปี ดังนั้นโอกาสที่จะพบโรค ALS ในคนอายุมากจึงมีมากกว่าในคนอายุน้อย โดยทั่วไปแล้วมักพบโรค ALS ได้บ่อยประมาณ 1.5 เท่าของเพศหญิง และประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วย ALS จะไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่แน่ชัดทางพันธุกรรม ดังนั้น ผู้ที่ไม่มีประวัติครอบครัวที่ชัดเจน จึงมีโอกาสเสี่ยงน้อยมากที่จะเกิดโรคในรุ่นลูกรุ่นหลาน นอกจากนี้ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนว่านักกีฬามีโอกาสเสียงต่อการเกิดโรคนี้ได้มากกว่าอาชีพอื่นๆ อาการและการดำเนินของโรค ALS เริ่มต้นผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงของมือ แขนขาหรือ เท้าข้างใดข้างหนึ่งก่อน เช่น ยกแขนไม่ขึ้นเหนือศีรษะ กำมือถือของไม่ได้ ข้อมือหรือข้อเท้าตก เดินแล้วหกล้มบ่อยหรือสะดุดบ่อย ขึ้นบันไดลำบาก นั่งยองๆ ลุกขึ้นลำบาก เป็นต้น อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงอ่อนแรงจะค่อยๆ เป็นมากขึ้นจนลามไปทั้ง 2 ข้าง ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงของแขนหรือขาทั้ง 2 ข้างตั้งแต่ต้น นอกจากอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงแล้วยังพบว่ามีกล้ามเนื้อลีบร่วมกับกล้ามเนื้อเต้นที่เรียกว่า fasciculation ร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจมาพบแพทย์ครั้งแรกด้วยมือลีบหรือขาลีบ พูดไม่ชัด พูดเหมือนลิ้นแข็ง หรือลิ้นลีบ เวลากลืนน้ำหรืออาหารแล้วจะสำลัก ผู้ป่วยบางรายมาพบแพทย์ครั้งแรกด้วยกล้ามเนื้อกระบังลมอ่อนแรง ทำให้เหนื่อยง่ายโดยเฉพาะเวลานอนราบ หรือมีอาการต้องตื่นกลางดึก เพราะมีอาการเหนื่อยหายใจไม่อิ่ม เนื่องจากอาการของโรค ALS คล้ายกับโรคอื่น ทำให้ผู้ป่วย ALS ในช่วงต้นได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่น เช่น มีผู้ป่วยบางรายที่มาด้วยมือลีบอาจได้รับการวินิจฉัยผิดว่าเป็นพังผืดรัดเส้นประสาทที่ข้อมือ (carpal tunnel syndrome) และได้รับการผ่าตัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยบางรายที่มาด้วยแขนหรือขาอ่อนแรงอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่คอหรือที่หลัง และได้รับการผ่าตัดไปแล้วพบว่าอาการไม่ดีขึ้น แล้วได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ALS ในภายหลัง โดยทั่วไปเมื่ออาการของโรค ALS เป็นมากขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้อของแขนขาอ่อนแรงและลีบที่แย่ลงร่วมกับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูด การกลืนอ่อนแรง จนต้องใช้ท่อให้อาหารทางสายยางผ่านทางจมูกหรือทางหน้าท้อง และกล้ามเนื้อหายใจอ่อนแรงจนกระทั่งต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรค ALS ให้หายขาดได้ ร้อยละ 50 ของผู้ป่วย ALS โดยเฉลี่ยจะเสียชีวิตหลังจากมีอาการในระยะเวลาประมาณ 2.5 ปี สาเหตุของการเสียชีวิตมักเกิดจากระบบหายใจล้มเหลว และการติดเชื้อในปอดอันเนื่องมาจากการสำลัก การวินิจฉัยโรค ALS ทำได้อย่างไร เนื่องจากโรค ALS เป็นโรคที่รักษาไม่หาย การวินิจฉัยโรค ALS จึงมีความสำคัญและจะต้องกระทำโดยแพทย์อายุรกรรมสาขาประสาทวิทยา (neurologist) ที่มีประสบการณ์โดยอาศัยการซักประวัติ การตรวจร่างกายและการสืบค้นทางห้องปฎิบัติการเพิ่มเติม เพื่อให้การวินิจฉัยแยกโรคทางระบบประสาทอื่นๆ ที่อาจมีอาการคล้าย ALS ออกไป ซึ่งบางโรครักษาให้หายได้ บางโรคมีพยากรณ์โรคดีกว่า ALS เช่น โรคหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือเคลื่อน มากดรากประสาทหรือไขสันหลังที่คอ หรือกดรากประสาทที่หลัง, โรคเส้นประสาทอักเสบชนิด MMN (multifocal motor neuropathy), โรคปลอกเส้นประสาทลอกจากการอักเสบเรื้อรังชนิด CIDP, โรคเคนเนดี้ (Kennedy’s disease) โรคกล้ามเนื้ออักเสบจากภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง (autoimmune myositis) เป็นต้น การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่สำคัญในการช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรค ALS คือการตรวจเส้นประสาทและกล้ามเนื้อด้วยคลื่นไฟฟ้า (nerve conduction study and electromyography) หรือเรียกสั้นๆ ว่าการตรวจ EMG ซึ่งการตรวจและการแปลผล EMG จะต้องกระทำการตรวจโดยแพทย์อายุรกรรมสาขาประสาทวิทยาที่มีความเชียวชาญเท่านั้น การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของสมองและไขสันหลัง เป็นการตรวจเพื่อแยกโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้าย ALS ออกไป เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ALS ทำอย่างไร ถึงแม้ว่าโรค ALS จะยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่การดูแลรักษาผู้ป่วยแบบประคับประคองและการให้กำลังใจที่ดีจากผู้ดูแลและครอบครัวที่ดี จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ท้อแท้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้จนถึงวาระสุดท้าย ซึ่งในอนาคตอาจจะมีวิวัฒนาการรักษาโรคให้ดีขึ้นได้เหมือนกับโรคทางระบบประสาทชนิดอื่นๆ ปัจจุบันมียาที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ผู้รักษา ALS ทั่วโลกว่าช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้เพียงตัวเดียวคือ ยา Riluzole (Rilutek®) โดยยามีฤทธิ์ในการยับยั้งสาร glutamate ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้ามีมากเกินไปจะทำให้เกิดการตายของเซลล์ อย่างไรก็ตามยาตัวนี้มีราคาแพงมาก ไม่สามารถเบิกจ่ายในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ และไม่มีในทุกโรงพยาบาล แม้แต่ที่ห้องยาของโรงพยาบาลรามาธิบดีเองก็ไม่ได้นำยาตัวนี้เข้ามาไว้ในโรงพยาบาล ในอนาคตถ้าองค์การเภสัชกรรมบริษัทผลิตยาในประเทสามารถผลิตยานี้เองได้ในราคาที่ถูกลง ก็จะทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้มากขึ้น ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการวิจัยที่แสดงถึงประโยชน์ ในการรักษาโรค ALS ด้วยยากลุ่มอื่นๆ รวมทั้งการใช้ stem cell นอกเหนือจากการใช้ยาแล้วการรักษาแบบประคับประคองมีความสำคัญมาก เพื่อผลดีต่อสุขภาพในภาพรวม เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การทำกิจกรรมและการทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อส่วนที่อ่อนแรงเพื่อป้องกันการลีบที่เกิดจากภาวะที่กล้ามเนื้อไม่ได้ใช้งานนานๆ และป้องกันการติดของข้อ การรับประทานอาหารให้เพียงพอ ในกรณีที่มีอาการสำลักทำให้ได้รับอาหารไม่เพียงพอ การให้อาหารทางสายยางทางหน้าท้องที่เรียกว่าสาย PEG หรือการให้อาหารทางสายผ่านจมูก (NG tube) ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารได้เพียงพอ และป้องกันการสำลักอาหาร การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าผู้ป่วยมีปัญหานอนราบไม่ได้หรือเหนื่อยเนื่องจากกล้ามเนื้อกระบังลมอ่อนแรง การใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ (non-invasive positive pressure ventilation; NIPPV) ที่บ้าน ก็จะทำให้ผู้ป่วยนอนได้ไม่เหนื่อย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ในระดับหนึ่ง คลิป > “พ่อรอง” เผยแพทย์ให้ทำใจ “แม่ทุม” ป่วยระยะสุดท้าย https://seeme.me/ch/goodmorningthailand/Mr0opY ที่มา : ดร.นพ.จรุงไทย เดชเทวพร อาจารย์ หน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ หัวหน้าโครงการศึกษาประสาทสรีรวิทยาคลินิกและห้องตรวจโรคเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล